หากคุณเคยวาดฝันเดินทางไปเที่ยวอินเดีย แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเดินทางไปเมืองไหนหรือภูมิภาคใด Travelzeed ขอแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกับ สามเหลี่ยมทองคำแห่งอินเดีย หรือ สามเหลี่ยมวัฒนธรรม ที่ประกอบไปด้วย 3 เมืองหลักของประเทศอินเดีย ได้แก่ นิวเดลี (New Delhi) , อัครา (Agra), และ ชัยปุระ (Jaipur) โดยฉายาที่ได้รับการเรียกขานนี้ เกิดจากเส้นทางการเดินทางที่มีลักษณะเป็นสามเหลี่ยม ซึ่งแต่ละเมืองจะตั้งอยู่แต่ละมุมของสามเหลี่ยม ใครที่เป็นสายชอบเที่ยวแนวอารยธรรม และชื่นชอบการชมศิลปะของสถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากศาสนา ทั้ง 3 เมืองนี้ตอบโจทย์คุณอย่างแน่นอน

นิวเดลี (New Delhi)

 “นิวเดลี” เมืองหลวงปัจจุบันที่ไม่เคยหลับใหลของประเทศอินเดีย ศูนย์รวมอำนาจทางการปกครองและเศรษฐกิจของประเทศ เป็นที่ตั้งของสถานที่ราชการ รัฐสภา และสถานทูตต่างๆ แม้ที่นี่จะเป็นเมืองหลวง แต่มีแลนด์มาร์คสำคัญๆ ให้ได้แวะชมแวะเที่ยวมากมาย

         สุสานซัฟดาร์จัง (Safdarjung Tomb)สุสานหินทรายสีน้ำตาลแดงและหินอ่อนที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบโมกุล เป็นสุสานที่ใช้เป็นหลุมฝังศพของ Nawab Safdarjung บริเวณรอบๆ มีน้ำพุและสวนที่ถูกตัดแต่งไว้อย่างเรียบง่าย

         ประตูอินเดีย (India Gate) – อนุสรณ์สถานใจกลางเมืองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงทหารที่สละชีวิตในการร่วมรบกับอังกฤษในสมัยสงครามโลก ครั้งที่ 1

         ป้อมแดง (Red Fort) ป้อมปราการสีแดงขนาดใหญ่ที่มีอายุกว่า 350 ปี เป็นที่ประทับของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์โมกุล ความสวยงามของสถาปัตยกรรมโมกุล เปอร์เซีย และฮินดู ยิ่งทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาทัวร์อินเดีย นอกจากนี้ ยังเป็นสถานที่ซึ่งนายกรัฐมนตรีอินเดียได้ชักธงชาติทุกปีเพื่อแสดงถึงอิสรภาพของหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของโลก

         มัสยิดจามา (Jama Masjid) – มัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในสมบัติอันล้ำค่าของประเทศอินเดีย ด้วยศิลปะของสถาปัตยกรรมของชาวมุสลิม ที่ถูกถ่ายทอดผ่านตัวมัสยิดหินทรายสีแดงสลับกับหินอ่อน ด้วยความกว้างขวางของที่นี่ สามารถจุคนได้มากถึง 25,000 คน หากใครมีโอกาสได้ไปอินเดียสักครั้ง อย่าลืมแวะไปเยี่ยมชมและถ่ายภาพความโอ่อ่าอลังการของมัสยิดจามาให้ได้

         สุสานหุมายูน (Humanyun’s Tomb) – หลุมฝังพระบรมศพของจักรพรรดิหุมายูน กษัตริย์องค์ที่สอง แห่งจักรวรรดิโมกุล ใช้เวลาสร้างกว่า 7 ปี นับเป็นสุสานที่มีสวนแห่งแรกในอนุทวีป เป็นศิลปะผสมโมกุลกับอิสลาม สุสานหุมายูน ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1993

อัครา (Agra)

อดีตศูนย์กลางการปกครองของอินเดียในสมัยราชวงศ์โมกุล หรือที่บางคนอาจจะรู้จักในชื่อ “ฮินดูสถาน” อยู่ห่างจากเดลีประมาณ 200 กิโลเมตร โดยเมืองนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำยมนา (Yomuna) และเป็นเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุดในรัฐอุตรประเทศ เมืองอัคราแห่งนี้มีความน่าสนใจไม่น้อยไปกว่านิวเดลี เนื่องด้วยมีโบราณสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกถึง 3 แห่งด้วยกัน

         ทัชมาฮาล (Taj Mahal) – อนุสรณ์สถานแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ ผลงานชิ้นเอกที่สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ จาฮาน แห่งราชวงศ์โมกุล เพื่อรำลึกถึงสมเด็จพระราชินีมุมตัซ พระชายาของพระองค์ซึ่งเสด็จสวรรคต ขณะทรงมีพระประสูติกาลองค์ทายาทองค์ที่ 14 ตัวของสุสานแห่งนี้ถูกสร้างด้วยความปราณีด้วยหินอ่อนล้วนทั้งหมด นับเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในอินเดีย และเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก เวลาที่นักท่องเที่ยวนิยมมาคือช่วงเช้าตรู่และช่วงเย็นเพื่อชมความงดงามของพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกดิน

         ป้อมอัครา (Agra Fort) – อัญมณีแห่งอัครา อนุสรณ์สำคัญที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกอีกแห่งหนึ่งของเมืองอัครา อยู่ห่างจากทัชมาฮาลราวๆ 2-3 กิโลเมตร มีลักษณะคล้าย Red Fort ในเมืองเดลี เป็นที่ประทับหลักของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์โมกุลก่อนที่จะมีการย้ายเมืองหลวงไปยังเดลี

         ฟาเตห์ปูร์สิกรี (Fatehpur Sikri)อีกหนึ่งโบราณสถานมรดกโลกที่ตั้งอยู่ในเมืองอัครา เป็นพระราชวังหินทรายแดง สร้างโดยพระเจ้าอัคบาร์ ผสมผสานรูปแบบสถาปัตยกรรมของราชสำนักเปอร์เซีย ราชาสถาน อิสลาม ฮินดู และเชน อันเป็นศิลปะอินเดีย ซึ่งเชื่อว่า เป็นผลมาจากการที่กษัตริย์อักบาร์นำช่างฝีมือชั้นยอดมาจากที่ต่างๆในอาณาจักรโมกุล เพื่อสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอก ณ ที่นี้ อีกทั้งยังเป็นสิ่งปลูกสร้างในสถาปัตยกรรมโมกุลที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดในอินเดีย

         สุสานอิตมัดอุดดุลลาห์ (Itmad-ud-Daula) – สุสานอีกแห่งหนึ่ง บางคนอาจคุ้นหูในชื่อของ “Baby Taj” ตัวอาคารหลักตั้งอยู่กลางสวนสวย มีการใช้หินอ่อนและใช้เทคนิคในการฝังหินและกระเบื้องลงบนหินอ่อนด้วยลวดลายดอกไม้ และรูปทรงเรขาคณิตแบบเดียวกับ Taj Mahal มีการกล่าวว่าสุสานหินอ่อนนี้เป็นต้นแบบให้กับทัชมาฮาลอีกด้วย

         จันท เบารี (Chand Baori) – บ่อน้ำขั้นบันไดโบราณที่อายุกว่าพันปี เป็นบ่อน้ำที่มีการขุดไว้เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงหน้าแล้ง ด้วยความลึก 13 ชั้น และบันไดกว่า 3,500 ขั้น ซึ่งมีลวดลายสลับซับซ้อนลดหลั่นกันลงไปจนถึงชั้นล่าง บ่อน้ำนี้ยังเคยเป็นฉากในหนังเรื่อง The Fall และ Batman อีกด้วย

ชัยปุระ (Jaipur)

เมืองที่ได้รับสมญานามว่า นครสีชมพู (Pink City) เนื่องจากในยุคที่เมืองนี้อยู่ภายใต้การปกครองของมหาราชารามสิงห์ ได้รับสั่งให้ประชาชนทาสีเมืองทั้งเมืองให้กลายเป็นสีชมพู เพื่อต้อนรับการมาเยือนของเจ้าชายแห่งเวลส์ (Prince of Wales) มกุฎราชกุมารของอังกฤษในขณะนั้น เป็นเมืองหลวงที่มีชื่อเสียงของรัฐราชสถาน (Rajastan) เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวอันมีเสน่ห์มากมาย มา ทัวร์อินเดีย ทั้งที ต้องหาเวลามาเยือนเมืองชัยปุระให้ได้สักครั้ง

         พระราชวังหลวง (Jaipur City Palace) – ไฮไลท์สำคัญของเมืองชัยปุระ เป็นที่ประทับของมหาราชาไสวชัยสิงห์ที่ 2 มหาราชาองค์สุดท้ายและองค์เดียวที่ประทับอยู่พระราชวังนี้ มี โดยเป็นพระราชวังที่สร้างด้วยหินทรายสีชมพู หน้าตาคล้ายรวงผึ้งแกะสลัก มีความโดดเด่นในเรื่องจิตรกรรมฝาผนัง และงานแกะสลักอันเป็นเอกลักษณ์

         ฮาวามาฮาล (Hawa Mahal) – พระราชวังแห่งสายลม (Palace of the Winds) สัญลักษณ์ประจำเมืองชัยปุระซึ่งตั้งอยู่บริเวณริมถนนใหญ่ ไม่ไกลจากพระราชวังหลวง มีความสูง 5 ชั้น สร้างขึ้นจากหินทรายแดงและชมพู โดยถอดแบบมาจากรูปทรงของมงกุฎพระนารายณ์ ความงดงามของพระราชวังแห่งนี้ ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้หลั่งไหลมายังเมืองชัยปุระตลอดปี

         ป้อมอาเมร์ (Amber Fort) – ป้อมหราการแอมเบอร์ เป็นอีกชื่อหนึ่งที่หลายท่านอาจจะคุ้นชิน เป็นป้อมปราการดั้งเดิมที่เคยเป็นศูนย์กลางการทหารและการปกครองของกษัตริย์หลายยุคหลายสมัย หากนักท่องเที่ยวต้องการขึ้นไปเที่ยวชม จะต้องนั่งช้างขึ้นไปบนยอดเนินเท่านั้น โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 10-15 นาที แต่ละตำหนักจะถูกตกแต่งด้วยลวดลายต่างกันไป และประดับด้วยเศษกระจก แก้วสี และกระเบื้อง ทำให้ในช่วงที่พระอาทิตย์สาดส่อง ตัวอาคารจะมีความระยิบระยับ เปล่งประกายความสวยงามให้เราได้เห็น

         พระราชวังฤดูร้อน (Jal Mahal) – พระราชวังกลางน้ำซึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเลสาบมันสกา (Man Sagar) เป็นพระราชวังที่ไว้พำนักและผ่อนคลายช่วงฤดูร้อนสำหรับราชวงศ์ เป็นพระราชวังขนาดเล็กสูง 5 ชั้น แต่ปัจจุบัน 4 ชั้นแรกถูกน้ำท่วม เหลือเพียงชั้นบนสุดที่เผยขึ้นเหนือน้ำ นับเป็นจุดชมวิวกลางทะเลสาบแบบ 180 องศาที่นักท่องเที่ยวนิยมไปถ่ายภาพคู่กับเทือกเขาNahargarh ที่เป็นฉากหลัง

อินเดียเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ การเดินทางไปท่องเที่ยวให้ครบในคราวเดียวจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย ยิ่งสำหรับใครที่หาวันหยุดได้เพียงระยะสั้น การไป ทัวร์อินเดีย ที่ทำให้รู้สึกได้สัมผัสความเป็นอินเดียจริงๆนั้น ยิ่งอาจจะยากขึ้น ฉะนั้นหากใครกำลังมองหา ทัวร์อินเดีย ที่ใช้เวลาไม่นาน และได้ไปสัมผัสศิลปะ วัฒนธรรม และกลิ่นอายอารยธรรมโบราณของประเทศอินเดีย Travelzeed แนะนำ ทัวร์อินเดีย สามเหลี่ยมทองคำแห่งอินเดียเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำหรับทริปถัดไปของคุณ

Facebook Comments