ส่อง 10 พิกัดเส้นทางเดินเขาสุดท้าทายจากทั่วโลก

การเดินเขา นับเป็นกิจกรรมเรียกหยาดเหงื่อที่นิยมกันอย่างมากสำหรับนักเดินทางผู้หลงใหลธรรมชาติและนักผจญภัยที่ชอบความท้าทาย เพราะนอกจากอุปสรรคของเส้นทางแล้ว ยังมีเรื่องอาหารการกิน การเข้าห้องน้ำ และการหลับนอนที่เป็นปัจจัยสำคัญ ฉะนั้นจึงถือเป็นสถานที่ทดสอบความอดทนที่หลายต่อหลายคนพากันไปวัดใจ วันนี้ Travelzeed รวบรวม 10 พิกัดเส้นทางเดินเขาจากรอบโลกมาให้ทุกคนได้ติดตามไปพร้อมๆกัน

1. Routeburn Track, New Zealand

Routeburn Track ตั้งอยู่ระหว่างอุทยานแห่งชาติ Mt.Aspiring และ Fiord Land National Park ระยะเดินเท้า 32 กิโลเมตร ใช้เวลา 2 – 4 วัน ถือเป็นหนึ่งใน Great Walks ของประเทศนิวซีแลนด์ ที่ได้รับการจัดอันดับจาก Lonely Planet ให้เป็นหนึ่งในเส้นทางเดินป่าปีนที่ดีที่สุดในโลก ด้วยความอลังการของวิวทิวทัศน์ของธรรมชาติสองข้างทาง ผ่านป่าไม้สีเขียวที่ขนาบข้างด้วยลำธารสีฟ้า นกร้องประสานเสียง สูดอากาศบริสุทธิ์ และสัมผัสน้ำตกเย็นๆ ให้ความรู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวา

2. The Matterhorn Circuit, Switzerland

เส้นทางเดินเขาที่เขาแมทเทอร์ฮอร์น คือเส้นทางที่โดดเด่นที่สุดของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และเป็นเส้นทางที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งในเทือกเขาแอลป์ ตั้งค่อมชายแดนสวิตเซอร์แลนด์และอิตาลี มีความสูงถึง 4,478 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล  และยอดเขาแมทเทอร์ฮอร์นมีรูปร่างสูงแหลมคล้ายพีระมิด และมีลักษณะต่างกันออกไปเมื่อมองต่างด้าน โดยจุดชมวิว
ที่สวยงามอยู่ใกล้กับเมืองเซอร์แมทในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทำให้ตลอดการเดินทางจะได้พบกับวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ความยาว 145 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้าประมาน 8-10 วัน

3. Annapurna Circuit, Nepal

Annapurna Circuit เป็นเส้นทาง Trekking แรกๆ ที่เปิดให้ชาวต่างชาติเดินในประเทศเนปาล เป็นเส้นทางเดินรอบภูเขาอันนาปุรณะ ซึ่งมีผู้มาเยือนมากกว่าเขาเอเวอร์เรสถึง 2 เท่า เนื่องจากมีความหลากหลายทางสภาพภูมิศาสตร์ ตั้งแต่ทะเลทรายไปจนถึงภูเขาหิมะ และหลากหลายวัฒนธรรม มีชนเผ่าที่แตกต่างกันถึง 7 ชนเผ่า ทำให้เส้นทางนี้เป็น
เส้นทางคลาสสิกสำหรับนักไต่เขาทั่วโลกเลยทีเดียว เส้นทางนี้ใช้เวลาเดินทั้งหมด 10-18 วัน ระยะทาง 160-230 กม.
แม้จะเป็นเส้นทางที่เดินที่ไม่ยากมาก แต่ควรมีความรู้เกี่ยวกับการเทรคขึ้นที่สูงก่อนไป

4. Fitz Roy Trek, Patagonia, Argentina

เส้นทาง Trekking ของภูเขาฟิตซ์ รอย เป็นเส้นทางที่ได้รับความนิยมอย่างมากสำหรับนักเดินเขาที่ชื่นชอบสถานที่ห่างไกลจากผู้คน ไร้เสียงรบกวน และเป็นสถานที่ที่ไม่มีข้อจำกัดหรือกฏเกณฑ์ใดๆ มาบังคับ เส้นทางนี้ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ Los Glaciares ที่จะทำให้นัหเดินทางได้เพลิดเพลินไปกับธรรมชาติสวยงาม ธารน้ำแข็ง ทะเลสาบ และยอดของภูเขาสูงชัน ช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกนับเป็นไฮไลท์ของที่นี่เลยก็ว่าได้ เนื่องจากสามารถมองเห็นได้จาก 3 จุด Marconi Pass, Cerro Torre และ eerie beech forest ระยะทาง trek ของ Fitz Roy คือ 30 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้า
ประมาน 3-4 วัน

5. Everest Base Camp, Nepal

Everest Base Camp หรือจุดที่เป็นแคมป์ฐานสำหรับการไต่ขึ้นเขา Everest ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก ด้วยความสูง 8,848 เมตรจากระดับน้ำทะเล การเดินทางในเส้นนี้จะได้สัมผัสความสวยงามของธรรมชาติที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นเส้นทาง trekking ที่นักพิชิตขุนเขาทุกคนไม่ควรพลาด จุดเบสท์แคมป์นี้มีความสูงที่ 5,545 เมตรจากระดับน้ำทะเล จากจุดนี้จะเป็นจุดที่มองเห็นยอดเขาเอเวอร์เรสต์สวยและชัดเจนที่สุด ใช้เวลาเดินขึ้นมาจุดนี้ทั้งหมด 10-15 วันโดยประมาณ

6. Overland Track, Australia

อุทยานแห่งชาติเครเดิลเมาน์เทน-เลคเซนต์แคลร์ (Cradle Mountain-Lake St. Clarir National Park) นับว่าเป็นอีกหนึ่งจุดหมายในฝันของนักนิยมธรรมชาติกันเลยทีเดียวนะคะ เพราะที่นี่มีเส้นทางเดินชมธรรมชาติระยะสั้นและระยะยาว หรือ เรียกว่า Overland Track ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งใช้เวลาเดินถึง 6 วันเพื่อเดินชมทิวทัศน์ที่สวยงามที่สุดของเทือกเขาแทสมาเนีย และเป็นอุทยานที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดแห่งหนึ่งของรัฐแทสเมเนีย ระหว่างทางมีโอกาสได้พบกับสัตว์ต่างๆอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ตัววอมแบต(Wombat), วัลลาบี(Wallabies) หรือหากโชคดีจริงๆก็จะ เจอ “ปีศาจแทสมาเนีย” (Tasmanian Devil)ได้เหมือนกัน ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองของออสเตรเลียและจะพบเจอได้แต่เฉพาะที่ Tasmania เท่านั้น

7. Grand Randonee 20 (GR20), France

GR20 คือเส้นทางที่ใครต่อใครต่างเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นเส้นทางการเดินที่ยากที่สุดใน Grand Randonnée ของยุโรป ด้วยระยะทาง 180 กิโลเมตร ที่ตัดข้ามเกาะ Corsica ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นลำดับที่ 4 ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
จากทางเหนือลงไปทางใต้ ใช้เวลาเดินราว 15 วัน แม้การไปเดินเขาเส้นทางนี้จะไม่ต้องใช้สกิลการปีนเขาใดๆ แต่เนื่อง
จากระยะทางที่ค่อนข้างไกล และความสูงชันของภูเขาที่หลากหลาย นักเดินทางควรฟิตร่างกายให้แข็งแรงเพื่อพร้อม
กับเดินทางในช่วง 2 อาทิตย์นี้ ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเดินเขา คือ ช่วงปลายเดือนมิถุนายนจนถึงต้นเดือนกันยายน เพราะอากาศปลอดโปร่ง ไม่ร้อนจนเกินไป ส่วนในเดือนพฤศจิกายนจนถึงพฤษภาคมมีหิมะตก ทำให้เป็นอันตรายสำหรับนักเดินทางในช่วงเวลานี้

8. The Inca Trail, Peru

สำหรับนักเดินเขาคงไม่มีใครไม่รู้จัก อินคา เทรล เพราะเป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ที่ใช้เวลา 4 วัน ไต่ไปตามสันเขาผ่านร่องรอยอารยธรรมชาวอินคา โดยมีปลายทางอยู่ที่มาชูปิกชู อินคาเทรลถือว่าเป็นเส้นทางที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว โดยเปิดจองล่วงหน้าหกเดือนและเต็มภายใน 24 ชั่วโมง การเดินอินคาเทรลต้องทำผ่านบริษัททัวร์เท่านั้น และมีไกด์คอยนำทางดูแล ไม่สามารถเดินทางไปคนเดียวได้

9. Torres del Paine Circuit, Chile

Torres del Paine Circuit ความยาว 110 กิโลเมตรนี้ เป็นเส้นทางที่ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติทอเรา เดล พายเน่ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศชิลี ในบริเวณ Patagonia ที่มียอดเขาแกรนิต 3 ยอดเป็นสัญลักษณ์ Torres Del Paine นี้ได้รับการจัดลำดับจาก National Geographic (Special Edition) ว่าเป็นอุทยานแห่งชาติที่สวยที่สุดในโลกอันดับ 5 นับได้ว่าเป็นสวรรค์ของเหล่า backpacker หรือนักผจญภัยที่รักธรรมชาติ และเส้นทางการเดินก็ติดอันดับต้นๆของโลกเช่นเดียวกัน  เส้นทางการเดินแบ่งออกเป็น 3 เส้นทาง โดยระยะเวลาอยู่ราวๆ 5 – 10 วัน

10. The Haute Route, France-Switzerland

ในบรรดาเส้นทางเดินเขาที่ดีที่สุดของโลก Haute Route จัดเป็นหนึ่งในจุดหมายสำหรับนักเดินทางที่รักการเดินเขาเป็นชีวิตจิตใจ เส้นทางนี้จะนำทุกคนไปสัมผัสกับความงามของผืนป่าประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในขณะเดียวกันตลอดทางก็ละลานตาไปด้วยทัศนียภาพที่แสนตราตรึงของเทือกเขาแอลป์ ยอดเขาหินที่เรียงสลับซับซ้อน ธารน้ำแข็งสุดลูกหูลูกตา ทะเลสาบสีฟ้าใส กระท่อมที่พักอาศํยของชาวเมือง และอากาศที่บริสุทธิ์ ระยะทางโดยประมาณอยู่ที่ 160 – 207 กม. ขึ้นอยู่กับแต่ละเส้นทาง ส่วนมากมักจะใช้เวลาเดินเท้าทั้งหมด 9 -14 วัน

 

แหล่งข้อมูล : thriveglobal

👍Facebook https://www.facebook.com/Travelzeed/

👍สอบถามข้อมูลโปรแกรมทัวร์ https://line.me/R/ti/p/@travelzeed

👍LINE@ @travelzeed

Facebook Comments
บอกต่อเพื่อนๆ :