ท่ามกลางเทือกเขาอันสลับซับซ้อนของมณฑลเสฉวน มีภูเขาแห่งหนึ่งที่ชาวจีนขนานนามว่า “ภูเขาโต๊ะที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียและอันดับสองของโลก” นั่นคือ ภูเขาหิมะวาวู่ หรือ วาวู่ซาน (瓦屋山 – Wawu Mountain) ภูเขาที่มียอดเป็นที่ราบกว้างใหญ่กว่า 11 ตารางกิโลเมตร ราวกับโต๊ะยักษ์ที่ธรรมชาติสร้างขึ้น
แม้จะตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองใหญ่อย่างเฉิงตู แต่ภูเขาวาวู่กลับยังไม่เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวไทยมากนัก เมื่อเทียบกับสถานที่ชื่อดังอย่างจิ่วจ้ายโกวหรือจางเจียเจี้ย และนั่นเองคือเสน่ห์สำคัญ เพราะการมาเยือนที่นี่หมายถึงการได้สัมผัสธรรมชาติอย่างแท้จริง เดินชมวิวโดยไม่ต้องเบียดเสียดผู้คน และเก็บภาพความงามของภูเขาได้อย่างสงบ
บทความนี้ Travelzeed จะพาคุณออกเดินทางไปรู้จัก วาวู่ซาน ตั้งแต่เรื่องราวความเป็นมา เสน่ห์ของภูเขาโต๊ะยักษ์แห่งเสฉวน จุดไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด ไปจนถึงการวางแผนเดินทาง ค่าใช้จ่าย และช่วงเวลาไปเที่ยวที่เหมาะที่สุด เพื่อให้การเดินทางสู่ภูเขาวาวู่ของคุณเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำไม่เหมือนใคร
ภูเขาหิมะวาวู่อยู่ที่ไหน
ภูเขาหิมะวาวู่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ วาวู่ซาน (Wawu Mountain) ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ในมณฑลเสฉวน ดินแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องเทือกเขาสูง ป่าไม้หนาแน่น และธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ภูเขาแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองเฉิงตู เมืองศูนย์กลางการคมนาคมและวัฒนธรรมของเสฉวน ทำให้การเดินทางเข้าถึงไม่ยาก แม้บรรยากาศโดยรอบจะดูห่างไกลและเงียบสงบ
วาวู่ซานตั้งอยู่ในเขตอำเภอหงย่า (Hongya) โดยมีลักษณะภูมิประเทศโดดเด่นแตกต่างจากภูเขาทั่วไป ยอดเขาแบนราบกว้างใหญ่ราวกับพื้นที่ราบบนหลังคาโลก รายล้อมด้วยหุบเขาลึกและป่าเขียวชอุ่ม เมื่อมองจากระยะไกล ยอดภูเขาจะดูเหมือนโต๊ะขนาดยักษ์ที่ลอยอยู่เหนือทะเลหมอก แม้จะตั้งอยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของเสฉวนหลายแห่ง แต่ ภูเขาหิมะวาวู่ ยังคงรักษาความเป็นธรรมชาติไว้ได้อย่างดี
ไฮไลต์ห้ามพลาด ภูเขาหิมะวาวู่
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ ภูเขาวาวู่ กลายเป็นจุดหมายในฝันของนักท่องเที่ยว คือความหลากหลายของธรรมชาติที่พบได้ในพื้นที่เดียว ตั้งแต่ทะเลหมอก ป่าไผ่ น้ำตกขนาดยักษ์ ไปจนถึงจุดชมวิวระดับตำนาน แต่ละจุดมีเสน่ห์แตกต่างกัน และสร้างความประทับใจไม่ซ้ำฤดูกาล
1. สะพานจินฮวา
ก่อนที่นักเดินทางจะก้าวเข้าสู่เส้นทางธรรมชาติของ ภูเขาหิมะวาวู่ ทุกคนต้องผ่าน สะพานจินฮวา สะพานไม้ที่ทอดข้ามลำธาร Shenkeng บริเวณเชิงเขา สะพานแห่งนี้สร้างจากต้นสนขนาดใหญ่ เดิมมีชื่อว่า สะพานต้วนหลี่ บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของ ประตูทางเข้าสู่เขา ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
Image: sichuantravelguide
Image: doiyin (@Oo)
2. ป่าไผ่ขนาดยักษ์
วาวู่ซานยังเป็นที่ตั้งของ ป่าไผ่ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน ครอบคลุมพื้นที่หลายหมื่นไร่ ไผ่สูงตระหง่านกว่า 20 เมตรเรียงกันอย่างแน่นหนา ป่าแห่งนี้ยังเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าหายาก เช่น แพนด้ายักษ์ แพนด้าแดง และนกนานาชนิด ซึ่งถือว่าเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก
3. น้ำตกหลานซี
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ น้ำตกหลานซี น้ำตกที่สูงที่สุดของภูเขาวาวู่ และถือเป็นหนึ่งในน้ำตกที่สูงที่สุดในเอเชีย ด้วยความสูงกว่า 1,000 เมตร น้ำตกแบ่งออกเป็นหลายชั้น ไหลลงมาตามหน้าผาขนาดใหญ่ ฤดูที่น้ำตกมีปริมาณน้ำมากที่สุดคือ ช่วงเมษายน – กันยายน ส่วนในฤดูหนาว น้ำตกบางส่วนจะแข็งตัว กลายเป็นม่านน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่สวยไปอีกแบบ
4. ทุ่งดอกอาซาเลีย
ในช่วงกลางเดือนเมษายน – ปลายพฤษภาคม ทุกพื้นที่ของภูเขาวาวู่จะเต็มไปด้วย ทุ่งดอกอาซาเลีย หรือที่รู้จักกันว่า กุหลาบพันปี และดอกไม้หลากสี ทั้งชมพู แดง ม่วง และขาว ที่บานพร้อมกันอย่างอลังการ ซึ่งมีมากกว่า 60 สายพันธุ์ ไฮไลต์สำคัญคือ “ต้นราชาอาซาเลีย” ที่มีอายุกว่า 1,000 ปี ลำต้นขนาดใหญ่ และออกดอกพร้อมกันหลายพันดอก
5. ทะเลสาบหยวนหยาง
ท่ามกลางป่าใหญ่ ยังมีมุมเงียบสงบอย่าง ทะเลสาบหยวนหยาง เป็นทะเลสาบธรรมชาติบนความสูงราว 2,700 เมตร น้ำใสเหมือนกระจก สะท้อนเงาต้นสนและภูเขาโดยรอบ บรรยากาศโรแมนติกและเงียบสงบ ในฤดูร้อนจะมีเป็ดแมนดารินว่ายน้ำอยู่บนผิวน้ำ ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่ยั่งยืน ส่วนในฤดูหนาว ทะเลสาบจะกลายเป็นน้ำแข็งทั้งผืน บอกว่าเลยว่าสวยไปอีกแบบ
Image: doiyin (@Liu7)
Image: doiyin (爱旅行的糖糖)
6. หินเซียงเอ๋อ
หนึ่งในจุดชมวิวที่โด่งดังที่สุดของภูเขาวาวู่คือ หินเซียงเอ๋อ หน้าผาหินขนาดใหญ่ที่ยื่นออกไปเหนือหุบเขา เปิดมุมมองแบบ 360 องศา จากจุดนี้สามารถมองเห็นเทือกเขา ทะเลหมอก และพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก โดยเฉพาะในช่วงเช้า 6.00 – 8.00 น. บางวันอาจเกิดปรากฏการณ์หายากที่เรียกว่า “วงแหวนแสง” หรือ Buddha’s Halo เป็นรัศมีแสงล้อมรอบเงาของผู้ที่ยืนอยู่ เกิดจากการสะท้อนของแสงแดดสะท้อนผ่านละอองหมอก ชาวบ้านเชื่อว่าผู้ที่ได้เห็นจะได้รับความเป็นสิริมงคล
ประวัติความเป็นมา ภูเขาหิมะวาวู่
ภูเขาวาวู่ มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 2,000 ปี ตามตำนานท้องถิ่น ภูเขาแห่งนี้เคยเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิเต๋าในช่วงราชวงศ์ฮั่นตะวันออก มีเรื่องเล่าว่า เล่าจื่อ ผู้ก่อตั้งลัทธิเต๋า เคยเดินทางมายังภูเขานี้เพื่อบำเพ็ญสมาธิและกลั่นน้ำอมฤต
วาวู่ (瓦屋) แปลว่า หลังคากระเบื้อง เพราะเมื่อมองจากมุมสูง ยอดเขาที่เป็นที่ราบเรียบคล้ายกับหลังคาบ้านจริง ๆ ลักษณะพิเศษนี้ทำให้ภูเขาวาวู่กลายเป็น ภูเขาโต๊ะ (Table Mountain) ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีพื้นที่ยอดเขาประมาณ 11 ตารางกิโลเมตร
ต่อมาในช่วงปี 1990 รัฐบาลจีนเริ่มพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นเขตอนุรักษ์ธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ มีการสร้างเส้นทางเดินชมธรรมชาติ จุดชมวิว กระเช้าลอยฟ้า และศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ และปัจจุบัน ภูเขาวาวู่ได้รับการจัดอันดับเป็น แหล่งท่องเที่ยวระดับ 4A และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอนุรักษ์แพนด้ายักษ์ของจีนอีกด้วย
เที่ยวภูเขาหิมะวาวู่ เดือนไหนดี?
1. ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม – พฤษภาคม)
ฤดูใบไม้ผลิเป็นช่วงที่ ภูเขาหิมะวาวู่ อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ราว 5 – 15 องศาเซลเซียส อากาศจะสดชื่น และมีหิมะที่ปกคลุมอยู่ในช่วงต้นฤดูจะค่อย ๆ ละลาย จุดเด่นของฤดูนี้คือการผลิบานของดอกไม้หลากหลายชนิด โดยเฉพาะ ดอกอาซาเลียและกุหลาบพันปี ที่จะบานสะพรั่งเต็มภูเขาในช่วงกลางเดือนเมษายน บางพื้นที่มีมากกว่า 60 สายพันธุ์ นอกจากนี้ยังเป็นช่วงที่นักดูนกนิยมเดินทางมา เพราะมีนกป่ามากกว่า 300 ชนิดออกหากินตามธรรมชาติ น้ำตกและลำธารเริ่มมีน้ำไหลแรง เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ชอบดอกไม้ ช่างภาพ นักดูนก และผู้ที่ต้องการอากาศไม่ร้อนไม่หนาว
Image: sichuantravelguide
2. ฤดูร้อน (มิถุนายน – สิงหาคม)
ในขณะที่หลายเมืองของจีน อากาศร้อนจัดถึง 35 – 40 องศาเซลเซียส แต่ที่วาวู่ซาน กลับมีอุณหภูมิเพียงประมาณ 15 – 25 องศาเซลเซียส ทำให้ฤดูร้อนกลายเป็นช่วงยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาพักผ่อนและหนีร้อน ป่าไม้ในช่วงนี้จะเขียวชอุ่มที่สุด น้ำตกและลำธารไหลแรง อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญก็คือ ทะเลหมอก ที่ยังสามารถพบเห็นได้ โดยเฉพาะในช่วงเช้าและหลังฝนตก เหมาะกับการเดินชมธรรมชาติแบบสบาย ๆ
3. ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน – พฤศจิกายน)
ฤดูใบไม้ร่วงคือช่วงที่หลายคนยกให้เป็น ฤดูที่สวยที่สุดของภูเขาหิมะวาวู่ อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 3 – 17 องศาเซลเซียส ใบไม้บนภูเขาจะเริ่มเปลี่ยนสีเป็นแดง ส้ม และเหลือง พร้อมหมอกบาง ๆ ท้องฟ้าโปร่งใส อากาศจะเริ่มหนาว หิมะจะเริ่มตกช่วงปลายฤดู ควรเตรียมเสื้อกันหนาวติดตัวไว้ และถ้าโชดดีอาจจะได้เจอแพนด้าแดงด้วย นับว่าเป็นฤดูที่ช่างภาพเฝ้ารอเลยก็ว่าได้
4. ฤดูหนาว (ธันวาคม – กุมภาพันธ์)
เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว ภูเขาหิมะวาวู่ จะเต็มไปด้วยหิมะฟู ๆ อุณหภูมิจะลดลงถึง -10 ถึง 6 องศาเซลเซียส โดยเดือนมกราคมถือเป็นช่วงที่หนาวที่สุด หิมะจะปกคลุมทั้งภูเขา ต้นไม้ ทางเดิน และน้ำตกบางแห่งกลายเป็นม่านน้ำแข็ง ในช่วงฤดูนี้ค่อนข้างเงียบสงบ เหมาะกับผู้ที่อยากเจอหิมะจริง ๆ หรือช่างภาพที่ต้องการภาพฤดูหนาวแบบฉ่ำ ๆ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเล่นหิมะ เช่น สกี สเกต หรือการเล่นห่วงยางในบางพื้นที่อีกด้วย
Image: doiyin (爱旅行的糖糖)
วิธีการเดินทางไปภูเขาหิมะวาวู่
การเดินทางไป ภูเขาหิมะวาวู่ ไม่ได้ยากอย่างที่หลายคนคิด เพียงแค่รู้ลำดับขั้นตอนและเลือกวิธีที่เหมาะกับสไตล์การเที่ยวของตัวเอง การเดินทางหลักจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือจากกรุงเทพฯ ไปเฉิงตู และจากเฉิงตูเข้าสู่ภูเขาวาวู่
จากกรุงเทพฯ สู่เฉิงตู
จุดเริ่มต้นของการเดินทางคือการบินจากกรุงเทพฯ ไปยังเมืองเฉิงตู ซึ่งมีเที่ยวบินตรงให้บริการทุกวัน ใช้เวลาบินประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่งถึง 4 ชั่วโมง สายการบินที่นิยมมีทั้งแบบฟูลเซอร์วิสและโลว์คอสต์ ทำให้ราคาตั๋วไป – กลับค่อนข้างยืดหยุ่น โดยทั่วไปจะอยู่ในช่วงประมาณ 8,000 – 15,000 บาท ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและช่วงเวลาที่จอง
เมื่อเดินทางถึงเฉิงตูแล้ว จากนี้คือการเลือกวิธีเดินทางต่อไปยัง ภูเขาวาวู่ ซึ่งมีให้เลือกหลายรูปแบบ ตามความสะดวกและงบประมาณ
วิธีเดินทางจากเฉิงตูไปภูเขาหิมะวาวู่
1. รถไฟความเร็วสูง + รถบัสท้องถิ่น
วิธีนี้เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ต้องการประหยัดงบ แม้จะต้องต่อรถหลายครั้ง แต่การเดินทางค่อนข้างเป็นระบบและใช้เวลาไม่นาน
ขั้นตอนการเดินทาง
- เริ่มจากนั่ง รถไฟความเร็วสูงจากเฉิงตู ไปยัง สถานีเหม่ยซานตะวันออก (Meishan East Station) ใช้เวลาประมาณ 30 – 40 นาที ค่าโดยสารประมาณ 25 – 40 หยวน
- จากสถานีเหม่ยซาน ต่อ รถบัสท้องถิ่นไปอำเภอหงย่า (Hongya) ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง ค่าโดยสารประมาณ 20 – 30 หยวน
- จากอำเภอหงย่า เปลี่ยนเป็น รถบัสท่องเที่ยวเข้าสู่อุทยานภูเขาวาวู่ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ค่าโดยสารประมาณ 30 – 50 หยวน
รวมเวลาเดินทางประมาณ 3.5 – 4 ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 75 – 120 หยวน วิธีนี้ถือว่าคุ้มค่าและรวดเร็ว แต่ควรเผื่อเวลาและตรวจสอบรอบรถให้ดี เพื่อไม่ให้พลาดการต่อรถในแต่ละช่วง
2. รถบัสโดยตรงจากเฉิงตู
สำหรับนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ วิธีที่สะดวกที่สุด โดยไปขึ้นรถบัสที่ สถานีรถบัสซินหนานเหมิน (Xinnanmen) หรือ สถานีรถบัสฉาเตี้ยนจื่อ (Chadianzi) ซื้อตั๋วปลายทางภูเขาวาวู่ แล้วนั่งยาวไปถึงทางเข้าอุทยานได้เลย ไม่ต้องเปลี่ยนรถหลายครั้ง ใช้เวลาประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง ค่าโดยสารประมาณ 80 – 120 หยวน
3. การเช่ารถพร้อมคนขับหรือเรียกแท็กซี่
หากเดินทางเป็นกลุ่ม หรืออยากได้ความยืดหยุ่นสูง ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ใช้เวลาเดินทางใกล้เคียงกับรถบัส แต่สามารถแวะถ่ายรูปหรือพักระหว่างทางได้ตามใจ ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าวิธีอื่น แต่ถ้าเดินทาง 3 – 4 คนและหารกันแล้วถือว่าคุ้ม และสะดวกมาก ค่าโดยสารประมาณ 800 – 1,500 หยวน
*** แต่สำหรับผู้ที่ไม่อยากวางแผนหรือกังวลเรื่องการต่อรถ การไปเที่ยวกับทัวร์ ก็เป็นตัวเลือกที่สบายที่สุด เหมาะกับมือใหม่ ผู้สูงอายุ หรือครอบครัว ข้อดีคือไม่ต้องจัดการอะไรเอง แต่ข้อจำกัดคือความยืดหยุ่นน้อย และต้องเดินทางตามโปรแกรมที่กำหนด นอกจากนี้ Travelzeed ก็มีโปรแกรมทัวร์วาวู่ซานด้วยนะคะ***
สิ่งที่ควรรู้ก่อนเที่ยวภูเขาหิมะวาวู่
Image: doiyin (爱旅行的糖糖)
1. เวลาทำการ
- ช่วงฤดูท่องเที่ยวหลัก (ประมาณเมษายน – ตุลาคม) เปิดให้เข้าอุทยาน 08.00 – 17.00 น. (เวลาปิดจริงขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ)
- ช่วงฤดูหนาว (ประมาณพฤศจิกายน – มีนาคม) เปิดให้เข้าอุทยาน 09.00 – 16.00 น. บางวันอาจปิดกระเช้าชั่วคราว หากมีลมแรงหรือหิมะตกหนัก
📌 แนะนำให้ตรวจสอบเวลาทำการล่าสุดก่อนเดินทางทุกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวหรือช่วงสภาพอากาศแปรปรวน เพื่อวางแผนการเที่ยวได้อย่างราบรื่น
2. ค่าเข้าอุทยาน
- ผู้ใหญ่ราคา 100 หยวน
- เด็กที่มีความสูงระหว่าง 120 – 150 เซนติเมตร และผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไป จะได้รับส่วนลดเหลือ 50 หยวน
- เด็กที่มีความสูงต่ำกว่า 120 เซนติเมตร และผู้สูงอายุอายุ 70 ปีขึ้นไป สามารถเข้าชมได้ฟรี
- กระเช้าลอยฟ้า หากเลือกนั่งแบบขึ้น – ลงครบทั้ง 2 ช่วง ค่าโดยสารจะอยู่ที่ราคา 186 หยวน แต่หากต้องการนั่งเฉพาะขาขึ้นหรือขาลง ก็สามารถเลือกซื้อตั๋วแยกได้ในราคาที่ถูกลง
- รับส่งภายในอุทยาน: 50 – 80 หยวน







