ถ้าคุณกำลังมองหาเมืองท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่ครบทั้งประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ วัฒนธรรม และออนเซนแบบดั้งเดิม เที่ยว Nikko คือหนึ่งเมืองที่คุณควรไป เพราะเป็นเมืองเล็ก ๆ ทางตอนเหนือของโตเกียวที่ใช้เวลาเดินทางเพียงประมาณ 2 ชั่วโมง แต่เต็มไปด้วยที่เที่ยวระดับมรดกโลก ธรรมชาติมากมายไม่ว่าจะเป็นภูเขา น้ำตก และใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยติดอันดับต้น ๆ ของญี่ปุ่น
วันนี้ Travelzeed จะพาคุณ เที่ยว Nikko ครบทุกมุม ตั้งแต่จุดไฮไลต์ วิธีเดินทาง พร้อมทริคการเดินทางและช่วงเวลาที่สวยที่สุดตามฤดูกาล
ทำไมต้องไปเที่ยว Nikko?
- เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม มีศาลเจ้าและวัดเก่าแก่ระดับประเทศ
- ธรรมชาติอลังการ ใบไม้เปลี่ยนสี–หิมะ–น้ำตก ครบในเมืองเดียว
- เดินทางสะดวกจากโตเกียวประมาณ 2 ชั่วโมง
- มีออนเซนชื่อดังและเรียวกังบรรยากาศแบบดั้งเดิม
Nikko ตั้งอยู่ในจังหวัดโทชิงิ ทางตอนเหนือของโตเกียว เป็นเมืองที่มีทั้งโซนประวัติศาสตร์ (World Heritage Area) และโซนธรรมชาติบนที่สูงอย่างทะเลสาบและน้ำตก จึงตอบโจทย์ทั้งสายถ่ายรูป สายวัฒนธรรม และสายพักผ่อน
แหล่งท่องเที่ยวมรดกโลก หัวใจของการเที่ยว Nikko
1. ศาลเจ้าโทโชกุ (Toshogu Shrine)
Image: Shutterstock (Mistervlad)
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่สุดของเมืองนิกโก้ และเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลก UNESCO ภายใต้ชื่อ Shrines and Temples of Nikko ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 เพื่ออุทิศให้กับโชกุนผู้ก่อตั้งรัฐบาลเอโดะอย่างโทคุงาวะ อิเอยาสุ ความโดดเด่นอยู่ที่งานแกะสลักไม้กว่า 5,000 ชิ้นที่ประณีตและละเอียดจนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นผลงานในยุคโบราณ
จุดที่ไม่ควรพลาดคือ
- ลิงสามตัว (Mizaru, Kikazaru, Iwazaru) สื่อความหมาย “ไม่ดู ไม่ฟัง ไม่พูดความชั่ว”
- ประตูโยเมมง (Yomeimon Gate) ที่ถูกขนานนามว่า “ประตูแห่งแสงอาทิตย์” เต็มไปด้วยลวดลายสีทองและรายละเอียดวิจิตร
บรรยากาศของศาลเจ้าจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ในฤดูใบไม้ร่วงจะเต็มไปด้วยสีแดง–ส้มของใบเมเปิล ส่วนฤดูหนาวจะเป็นสีขาวที่เต็มไปด้วยหิมะ
2. สะพานชินเคียว (Shinkyo Bridge)
Image: Shutterstock (NGUYEN HOANG KHA)
สะพานไม้สีแดงสดที่พาดผ่านแม่น้ำไดยะ เป็นหนึ่งในสะพานไม้ศักดิ์สิทธิ์ของญี่ปุ่น ในอดีตจะใช้สำหรับชนชั้นสูงและพิธีกรรมเท่านั้น สีแดงของสะพานตัดกับฉากหลังธรรมชาติได้อย่างสวยงามมาก ๆ โดยเฉพาะช่วงใบไม้เปลี่ยนสีและช่วงฤดูหนาว จึงทำให้เป็นมุมถ่ายภาพยอดนิยมอีกด้วย
3. วัดรินโนจิ (Rinno-ji Temple)
Image: Shutterstock (Mistervlad)
วัดพุทธเก่าแก่ที่ก่อตั้งโดยพระโชโดะ โชนิน ผู้บุกเบิกศาสนาในภูมิภาคนี้ ภายในอาคารซันบุทสึโดะ (Sanbutsudo Hall) ประดิษฐานพระพุทธรูปไม้ขนาดใหญ่ 3 องค์ แทนเทพประจำภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของนิกโก้ นอกจากนี้ วัดแห่งนี้ยังสะท้อนให้เห็นการผสมผสานระหว่างศาสนาพุทธและชินโต ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของญี่ปุ่นในอดีต ทำให้พื้นที่มรดกโลกนิกโก้มีความหมายเชิงประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณมากกว่าการเป็นแค่จุดท่องเที่ยวนั่นเอง
แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติสุดอลังการของ Nikko
1. น้ำตกเคงอน (Kegon Falls)
Image: Shutterstock (Atstock Productions)
หนึ่งใน สามน้ำตกที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น สูงประมาณ 97 เมตร น้ำไหลลงจากทะเลสาบชูเซ็นจิ จะสวยมากเป็นพิเศษในช่วงฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว นอกจากนี้ ยังมีจุดชมวิวทั้งด้านบนและลิฟต์ลงไปด้านล่าง ใกล้ชิดพลังของธรรมชาติแบบเต็มตาสุด ๆ ไปเลย
2. ทะเลสาบชูเซ็นจิ (Lake Chuzenji)
Image: Shutterstock (nest557)
ทะเลสาบที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟนันไตในอดีต ตั้งอยู่บนที่สูง อากาศเย็นสบายกว่าตัวเมืองโตเกียว ที่นี่เหมาะกับสายชิลล์ที่อยากพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ มีกิจกรรมยอดนิยม ได้แก่
- ปั่นจักรยานรอบทะเลสาบ
- ล่องเรือชมวิว
- พักเรียวกังพร้อมออนเซ็นริมน้ำ
3. เส้นทางอิโรฮาซากะ (Irohazaka Winding Road)
Image: Shutterstock (LightRecords)
ถนนบภูเขาคดเคี้ยวที่เชื่อมตัวเมืองกับเขตทะเลสาบชูเซ็นจิ มีโค้งมากกว่า 40 โค้ง และตั้งชื่อตามพยัญชนะโบราณของญี่ปุ่น ช่วงตุลาคม–พฤศจิกายน คือช่วงพีค ใบไม้เปลี่ยนสีทั่วทั้งภูเขา ทำให้การขับรถผ่านเส้นทางนี้กลายเป็นหนึ่งในประสบการณ์ชมใบไม้ระดับพรีเมียมของญี่ปุ่น
Nikko Onsen พักผ่อนท่ามกลางหุบเขา
1. คินุกาวะ ออนเซน (Kinugawa Onsen)
ย่านออนเซนยอดนิยม เข้าพักเรียวกังริมน้ำ ฟีลญี่ปุ่นคลาสสิก เหมาะกับคู่รักและครอบครัว
2. ยูนิชิกาวะ ออนเซน (Yunishikawa Onsen)
หมู่บ้านออนเซนกลางหุบเขาที่มีประวัติกว่า 800 ปี เชื่อมโยงตำนานซามูไรผู้ลี้ภัย ไฮไลต์ฤดูหนาวคือเทศกาลโคมไฟหิมะ (Kamakura Festival) บรรยากาศโรแมนติกมาก
การเดินทางจากโตเกียว
- รถไฟ Tobu Limited Express จาก Asakusa ~2 ชม.
- JR Shinkansen + ต่อรถไฟท้องถิ่น
- สามารถซื้อ Nikko Pass แบบเหมาจ่ายได้










